เมื่อวานได้ชมรายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง ซึ่งนำผู้ให้สัมภาษณ์ไปผ่าตัดกล่องเสียงเพื่อเปลี่ยนเสียงให้สวยขึ้น แต่กลับประสบปัญหาหลายประการ ทำให้สุดท้ายเสียงแหบแห้งแทบพูดไม่ได้ ขอเล่ารายละเอียดคร่าว ๆ เพื่อนำไปสู่แนวคิดส่วนตัวต่อไป ดังนี้

คุณเธอเป็นผู้หญิงข้ามเพศที่เสียงเดิมออกจะห้าวแหบจึงต้องการจะผ่าตัดกล่องเสียงให้เสียงฟังดูคล้ายผู้หญิง (หรือเหมือนผู้หญิง) มากยิ่งขึ้น ก่อนทำก็ศึกษาจากคนที่เคยทำมาก่อน และตามเว็บต่าง ๆ จนได้รายชื่อแพทย์ที่มีชื่อเสียงในด้านนี้ เธอก็ไปปรึกษาและตกลงจะผ่าตัดในที่สุด

ขณะที่กำลังจะผ่าตัดนั้น ทางสถานพยาบาลก็เกิดมีการบูรณะสถานที่ใหม่ ห้องที่ใช้เป็นห้องผ่าตัดก็อยู่ในข่ายนี้ด้วย จึงต้องมาใช้สถานที่อื่นในการทำการผ่าตัด

ซึ่งก็เป็นห้องด้านล่างของห้องเดิมนั้นเอง...

ขณะจะดำเนินการผ่าตัดก็ได้ยินเสียงตึงตังจากการก่อสร้างดังเป็นระยะ ๆ ซ้ำร้ายคุณเธอก็เป็นคนที่ยาชาออกฤทธิ์ได้ช้า แม้คุณหมอจะฉีดยาชาแล้ว พอลงมีดกรีดปั๊บ เธอกลับเจ็บแปล้บ เพราะมันยังไม่ชา! เธอเล่าว่าเห็นภาพเหมือนเป็ดไก่ยามโดนเชือดคอ กระทั่งยาชาเข็มที่สามเข้าโน่นแล้ว เธอจึงชา

การผ่าตัดที่ว่าจะต้องเปิดช่องตรงลำคอเพื่อไปจัดระดับความตึงของเส้นเสียง (ตึงมากเสียงสูง – คล้ายเสียงผู้หญิง หย่อนมากเสียงต่ำ – คล้ายเสียงผู้ชาย) คุณหมอก็ค่อย ๆ ปรับความตึง และให้เธอออกเสียงมาเป็นระยะ ๆ ขณะนั้นเสียงก่อสร้างก็ยังคงดังอยู่เช่นเดิม

ตึง!

เสียงดังออกมาจากท่อแอร์รวมในห้อง เธอรู้สึกระคายลำคอที่คุณหมอยังไม่ได้เย็บปิดแผล เพราะยังไม่ได้ระดับเสียงที่ต้องการ เธอไอออกมาทั้งอย่างนั้น เพียงเพราะฝุ่นจากงานก่อสร้างที่หลุดเข้าระบบปรับอากาศ คุณหมอรีบเย็บปิดแผล และย้ำข้อห้ามของการผ่าตัดปรับเสียงนี้อีกครั้ง

จนกว่าแผลจะหาย ให้งดใช้เสียง และห้ามไอ

ซึ่งเธอปฏิบัติตามไม่ได้เลย เพราะฝุ่นที่หลุดเข้าไปนั่นเอง

ผลที่ตามมา คือ เธอไม่มีเสียง เพราะเกิดการอักเสบ เกิดริดสีดวงบนเส้นเสียง ต้องแก้ไขอีกหลายรอบ กว่าจะได้เสียงแหบแห้ง เบาบางกลับคืนมา

เธอสรุปเรื่องว่า คงเพราะเวรกรรมที่เธอเคยช่วยทางบ้านเชือดไก่ตอนไหว้เจ้า...

 

...

เชิญมาวิเคราะห์เรื่องดังกล่าวด้วยหลัก 5M1E และ why-why analysis กันนะครับ (5M1E คือ หลักการในการแก้ปัญหา ที่จะวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาให้ถึงราก โดยพิจารณาให้ครบทั้ง man machine material method measurement และ environment, ส่วน why-why analysis คือ วิธีการในการหาสาเหตุของปัญหาโดยตั้งคำถามว่าทำไม ซ้ำ ๆ จนกว่าจะเจอรากที่แท้จริงของปัญหา)

ทำไมเสียงเธอจึงแหบแห้ง   เพราะเกิดการอักเสบของเส้นเสียง

ทำไมจึงเกิดการอักเสบของเส้นเสียง เพราะเธอไอขณะที่แผลยังไม่หาย (ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของการผ่าตัด)

ทำไมจึงไอขณะที่แผลยังไม่หาย  เพราะระคายคอเนื่องจากฝุ่น

ทำไมจึงมีฝุ่น    เพราะสภาพแวดล้อมในห้องผ่าตัดไม่เหมาะสม

ทำไมสภาพแวดล้อมในห้องผ่าตัดไม่เหมาะสม  

เพราะห้องนั้นไม่ใช่ห้องที่ใช้ผ่าตัด!!

สรุปได้ว่า สาเหตุของปัญหาเกิดจาก Environment คือ สภาพแวดล้อมในการผ่าตัดไม่เหมาะสม การป้องกันการเกิดซ้ำจึงต้องห้ามดำเนินการผ่าตัดในสถานที่ที่มิใช่ clean room

หากเธอจะเชื่อเรื่องเวรกรรมว่าเป็นสาเหตุต้นที่ทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้นก็ไม่ผิด แต่ไม่เกิดประโยชน์ในการป้องกันปัญหาไม่ให้เกิดอีก ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่า กรรมแปลว่าการกระทำ วิบาก คือ ผลของกรรม ก็คือ ผลของการกระทำ เช่นนี้แล้ว ควรสรุปได้ว่า ความซวยของเธอ เกิดจากความประมาทของสถานพยาบาลต่างหาก

และหากสรุปเช่นนี้ได้ เราก็ควรจะมีมาตรการในการกำหนดสถานที่ในการผ่าตัดให้เหมาะสม เช่นนี้ จึงจะเกิดประโยชน์ต่อผู้อื่น ในเชิงการลดเหตุทำนองเดียวกัน

...

นานมาแล้ว เคยได้ชมรายการโทรทัศน์แนวกรรม ๆ นี้อีกรายการหนึ่ง ที่เจ้าของเรื่องเล่าว่าเธอตาเกือบบอดเพราะไปทำร้ายสัตว์อะไรสักอย่าง รายละเอียดตอนเกิดเหตุ ได้ความว่า เพื่อนโยนแมงกะพรุนใส่หน้า เข็มพิษเข้าตา จึงตาเกือบบอด

ถ้าเราทำการวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือแบบเดียวกัน ก็จะสรุปได้ว่า ปัญหาเกิดจากวิธีการทำงาน (วิธีการเล่น) ที่ไม่เหมาะสม คือ โยนวัตถุมีพิษใส่บริเวณที่บอบบางของเพื่อน ควรจะรณรงค์ให้คนรู้จักพิษของแมงกะพรุน และมีจิตสำนึกด้านความปลอดภัยต่างหาก

...

หลายปีมาแล้วที่หน่วยงานด้านความปลอดภัยของประเทศพยายามรณรงค์ว่า “อุบัติเหตุไม่ใช่เคราะห์กรรม แต่เป็นการกระทำโดยประมาท” แต่ก็ยากจะลบล้างความเชื่อที่มีมาแต่เดิม (ซึ่งหลายส่วนก็ตีความแนวคิดเรื่องกรรมแบบแปลก ๆ)

เมื่อช่างที่คอนโดตกบันไดตอนไปซ่อมหลอดไฟ จึงไม่มีการทบทวนเรื่องรองเท้าว่าลื่นไหม บันไดมั่นคงหรือเปล่า แสงสว่างเพียงพอกับการทำงานหรือไม่ เครื่องมือใช้ง่ายหรือยาก

แต่กลับไปบวชล้างซวยแทน

เช่นนี้แล้ว เราจะลดอุบัติเหตุ (ซึ่งเป็นสาเหตุการตายอันดับต้น ๆ ของประเทศ และเป็นการตายที่น่าเศร้าโศกที่สุด เพราะญาติผู้ประสบเหตุจะไม่ได้เตรียมใจไว้เลย) ได้อย่างไร

การจะโทษเวรกรรมนั้นทำได้ แต่ขอให้โทษกรรมใกล้ก่อนกรรมไกล คือ โทษความประมาทเบื้องหน้า เสียก่อนเวรกรรมในอดีต โทษการวางของระเกะระกะ โทษสภาพการณ์ที่ไม่ปลอดภัยต่าง ๆ เสียก่อนจะระลึกว่าเคยทำบาปกับสัตว์ใดเอาไว้ หากแก้ไขเท่าที่จะแก้ได้แล้ว ป้องกันเท่าที่จะป้องกันได้แล้ว ยังเกิดเหตุอีก จะโทษเวร โทษกรรม (หรือโทษพระเจ้า) เสียบ้าง ก็น่าจะพอไหว.

 

 

(ป.ล. งานที่ทำทุกวันนี้ส่วนหนึ่งดูแลเรื่องอาชีวอนามัย และความปลอดภัยในการทำงานด้วยครับ และเหนื่อยหน่ายเหลือเกินกับการไม่ป้องกันการเกิดเหตุซ้ำ ด้วยเพราะความเชื่อที่ว่า ทำเวรทำกรรมเอาไว้ เค้าต้องมาเอาคืน เค้ามาเอาไปแล้ว คงไม่เกิดเหตุอีก เพราะถ้าสภาพการณ์ยังเป็นเหมือนเดิม คุณคนเดิมอาจจะไม่เกิดเหตุซ้ำ แต่คนอื่นที่เข้ามาทำงานในที่นั้น ๆ ก็มีโอกาสจะเกิดเหตุครับ)

edit @ 6 Jul 2011 17:09:31 by aaax

edit @ 6 Jul 2011 17:10:38 by aaax

การเมืองเรื่องน้ำมัน

posted on 14 Jun 2011 23:13 by aaaxinthesky

ได้ยินข่าวเรื่องกองทุนน้ำมันแล้วอ่อนใจ ข่าวว่าจะให้กองทุนนี้กู้เงินมาช่วยเหลือราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาท ทั้ง ๆ ที่ราคาเบนซินปาเข้าไปเกือบ 50 บาทแล้ว แต่ไหนแต่ไรมา รัฐบาลก่อนหน้านี้ (ที่หนักข้อที่สุด และเริ่มต้นมาตรการที่สุดขั้ว คือ รัฐบาลคุณที่ไปอยู่ต่างประเทศนั่นแหละ) ใช้แนวทางการสนับสนุนราคาน้ำมันดีเซลมาตลอด โดยให้เหตุผลว่า น้ำมันดีเซลเป็นปัจจัยการผลิต การสนับสนุนให้ราคาดีเซลต่ำกว่าเบนซิน เพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ ทว่าเงินที่นำมาสนับสนุนน้ำมันดีเซลนั้น ก็เอามาจากน้ำมันเบนซินนั่นเอง

 

เราเคยเห็นคนในเมืองทั้งหลาย (เช่น กรุงเทพฯ และสมุทรปราการ) ใช้รถปิกอัพขับไปทำงานทุกวี่ทุกวัน โดยไม่มีการขนส่งอะไรกันหรือไม่ครับ นั่นละอานิสงส์ของการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลนี่แหละ สิ่งที่ตามมาก็คือ

ประการแรก ประเทศไทยเป็นตลาดรถยนต์แบบ 1 ton-pick up (กระบะ 1 ตัน) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ดึงดูดการลงทุน และพัฒนาไปสู่ผู้ส่งออกรถแบบนี้รายใหญ่ (และเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนที่มีสายสัมพันธ์กับธุรกิจยานยนต์ ซึ่งมีข่าวเรื่องโกงกินอุปกรณ์ในสนามบินนั่นเอง)

ประการต่อมา ประเทศไทยมีอัตราการสร้างก๊าซเรือนกระจกต่อหัวสูงโดยไม่จำเป็นอันเนื่องจากการใช้ยานพาหนะที่ใหญ่เกินความจำเป็นนั่นเอง

ประการที่สาม เกิดความอยุติธรรมต่อคนใช้รถเล็กซึ่งเป็นรถเบนซิน และวนกลับไปเกิดสองประการแรก

 

แล้วเหตุผลจริง ๆ ที่ตั้งแต่รัฐบาลนั้นเค้าเริ่มอุดหนุนน้ำมัน คืออะไร? ก็เพื่อซื้อคะแนนเสียงจากคนกลุ่มใหญ่ (ซึ่งใช้รถที่ใช้น้ำมันดีเซล) นั่นแล มิได้มีอะไรลึกซึ้งอย่างที่เค้าบอกมานั่นหรอก และไม่มีความคิดถึงสิ่งแวดล้อมแม้แต่นิดเดียว

 

อีกเรื่องที่เกี่ยวกับน้ำมัน คือ เรื่องราคาผลิตผลทางการเกษตรครับ ทำไมน้ำมันแพง แล้วผลิตผลทางการเกษตรจึงแพงขึ้น เหตุเพราะผลิตผลทางการเกษตรถูกนำไปใช้เป็นพลังงานทดแทนน้ำมัน (ทั้งเบนซิน และดีเซล) กล่าวคือ แอลกอฮอล์ที่หมักจากผลิตผลหลาย ๆ อย่าง และไบโอดีเซลที่คั้นเอาจากน้ำมันพืชหลายชนิดนั่นเอง

ทำไมเมื่อก่อนนี้ราคาของพวกนี้จึงไม่ผูกกับราคาน้ำมันโดยตรง เพราะเมื่อก่อนราคาน้ำมันเป็นส่วนของต้นทุนของเกษตรกรครับ แต่ทุกวันนี้ราคาน้ำมันถูกนำไปคิดในฐานะ ราคาผลิตภัณฑ์แล้ว เพราะเราใช้ของพวกนี้ไปแทนน้ำมันปิโตรเลียมนั่นเอง แปลว่า จากเดิมที่ตั้งราคาตามน้ำมันไม่ได้ เพราะน้ำมันเป็นต้นทุน ตอนนี้ตั้งราคาตามน้ำมันไปเลย เพราะน้ำมันกลายเป็นผลิตภัณฑ์จากผลิตผลทางการเกษตรไปแล้ว

 

ดังนั้นจงเข้าใจเถิดว่า น้ำมันพืชเกรดถูก ๆ ที่จะนำมาทำอาหารได้ ไม่มีอีกแล้ว เพราะเอาไปขายทำน้ำมันรถได้ราคาดีกว่า

 

ตามหลักการง่าย ๆ ทางเศรษฐศาสตร์ที่ว่าด้วยอุปสงค์ อุปทานนั่นแล (และเป็นหลักการพื้นฐานของเศรษฐกิจของระบอบการปกครองแบบประธิปไตยเสียด้วย จงทำใจเสีย)

เหตุฉะนี้ เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว แลราคาน้ำมันปิโตรเลียมแพงก็สะเทือนถึงราคาน้ำมันปาล์มดุจเดียวกัน!

และเพราะฉะนั้นการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันรถ ประหยัดไฟฟ้า ก็จะส่งผลให้ราคาน้ำมันที่ใช้ทำอาหารลดลงได้ เพราะมันเกี่ยวเนื่องกัน!

(ผมโคตรเบื่อคนที่บ่นว่าน้ำมันพืชแพง โดยไม่สนใจจะช่วยกันประหยัดการใช้พลังงานเลยครับ!)

วันก่อนมีโอกาสได้ดูแลแขกจากบริษัทที่เป็นเครือญาติกันมาเยี่ยมชมโรงงาน น้องคนหนึ่งในทีมนั้นใส่เสื้อชอปของมหาวิทยาลัยทางภาคเหนือแห่งหนึ่งซึ่งปักคำนี้เอาไว้ครับ “งานหนักไม่เคยฆ่าใคร” ทว่าในฐานะที่ทำงานด้านความปลอดภัยในการทำงานด้วยเนี่ย จากข้อมูลต่าง ๆ ชี้ตรงกันว่า “งานหนักฆ่าคุณได้” ครับ

ผลการศึกษาต่างชี้ตรงกันว่า งานที่มีความเครียดสูง มีเวลาพักผ่อนน้อย มักทำให้ความดันโลหิตผิดปกติ และนำไปสู่โรคอื่น ๆ แต่สำหรับตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดที่จะสามารถสนับสนุนความคิดที่ว่างานหนักฆ่าคุณได้นั้น คงเป็นตัวอย่างโรคคาโรชิ (Charochi syndrome) จากทางญี่ปุ่นครับ

อันว่าโรคคาโรชินั้นมีรายงานเป็นครั้งแรกที่ญี่ปุ่นในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา ตัวอย่างเช่น เมื่อปี 2006 วิศวกรจากบริษัทรถยนต์ชื่อดัง (มาก) แห่งหนึ่งเสียชีวิตในวันเดียวกับที่ต้องเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ โดยก่อนหน้านั้น เค้าต้องทำงานล่วงเวลา (แต่เดิมบริษัทญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะทำเป็นโอฟรี มาในช่วงหลังมีการฟ้องร้องกันมากขึ้น หลายบริษัทจึงกำหนดว่าการทำงานล่วงเวลาต้องแจ้งล่วงหน้า และจ่ายค่าล่วงเวลาด้วย ทั้งนี้บริษัทญี่ปุ่นในเมืองไทย ถ้าเป็นบริษัทใหญ่ ๆ จ่ายค่าโอทีกันมานานพอสมควรแล้วครับ) หลายสัปดาห์ติดต่อกัน เพื่อให้ทันกำหนดการแสดงสินค้าในต่างประเทศ

เมื่อไม่กี่เดือนก่อนก็มีข่าวว่านางแบบสาวชาวจีนคุณอ้ายเว่ยเว่ยก็เป็นข่าวว่าเสียชีวิตจากการโหมรับงานหนัก จนกระทั่งพบว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว ก็ยังรับงานอยู่อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี เท่าที่ทราบ ยังไม่พบรายงานการเกิดโรคนี้ในประเทศไทย ซึ่งจะมองในแง่ดี (คนไทยมีวัฒนธรรมที่ไม่ชวนให้เครียด) หรือแง่ร้าย (คนไทยไม่ขยันทำงานจนตายหรอก) ก็วิเคราะห์กันได้ตามสะดวก และสำหรับรายชื่อของโรคคาโรชินี้ก็ยังไม่ได้ถูกกำหนดให้เป็นโรคจากการประกอบอาชีพของประเทศไทยด้วยครับ (แต่อุบัติการณ์ของโรคจากการดื่มสุราในประเทศไทยกลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แปลว่า พวกเราเมากันอย่างเมามันนั่นเอง)

ข้อสรุปจากเรื่องนี้ ก็คือ อย่าหลงเชื่อคำพูดแนวนี้ให้มากนักครับ ควรตั้งใจทำงาน และจัดสรรเวลาในการทำงาน ในการพักผ่อน ให้พอเหมาะ ผ่อนคลายความเครียดด้วยวิธีที่เหมาะสมกับตนเอง (โดยไม่ทำร้ายตนเอง และทำร้ายคนอื่น) แต่ก็ไม่ใช่จะอ้างว่ากลัวทำงานหนักจนตายเลยอู้ไม่ทำอะไรสักอย่าง

เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นคงต้องเชิญไปอดตายที่บ้านท่านแทน อย่าได้ให้ใครเลี้ยงให้เสียข้าวสุกเลย.

 

(อ้างอิง ลอง google คำว่า โรคคาโรชิ หรือ charochi syndrome ดูครับ)