ขั้นที่ 2 การผลัดเซลล์ผิว (Exfoliation)

 

ขั้นตอนนี้เป็นสิ่งที่ไม่คุ้นหูคนไทยสักเท่าไรนัก จึงเป็นส่วนที่คนจำนวนมากละเลย และมองข้ามไป หรือจากการประชาสัมพันธ์ของเครื่องสำอางหลายยี่ห้อ ก็ทำให้การผลัดเซลล์ผิวเป็นตัวร้ายในความเข้าใจของหลาย ๆ คน เช่นเน้นว่า ทำให้ผิวบางลง จึงทำให้คนส่วนใหญ่มักละเลยความสำคัญของขั้นตอนนี้ไป อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ว่าทุกคนควรทำการผลัดเซลล์ผิว ขอย้อนกลับไปพูดถึงเรื่องโครงสร้างของผิวสักหน่อย คงพอจำกันได้ว่า ผิวชั้นขี้ไคลมีวงจร มีอายุ 28 วัน หากเป็นเด็ก คนหนุ่มสาว หรือวัยรุ่น ที่มีสุขภาพผิวดี มีวงจรการผลัดเซลล์ที่เป็นปกติ อาจไม่เห็นประโยชน์จากการผลัดเซลล์ผิวเลยก็เป็นได้ แต่หากคุณมีอายุมากกว่า 30 ปีขึ้นไป หรือมีปัญหาเรื่องสิวอุดตัน มีปัญหาเรื่องสีผิวไม่สม่ำเสมอ มีปัญหาเรื่องร่องรอยหลุมต่าง ๆ หรือแม้แต่เรื่องขนาดรูขุมขนกว้าง การผลัดเซลล์ผิว (ด้วยผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับปัญหาที่มี) จะช่วยดูแลปัญหาเหล่านั้นได้

แล้วการผลัดเซลล์ผิวมันคืออะไรล่ะ? การผลัดเซลล์ผิวก็คือกระบวนการใด ๆ ที่ทำให้ผิวชั้นขี้ไคลบางลงนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นการขัดถู หรือการใช้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ

 

เราอาจแบ่งการผลัดเซลล์ผิวได้สองวิธี วิธีแรก เราแบ่งเป็นแบบ Mechanical Exfoliate กับ Chemical Exfoliate อีกวิธีหนึ่งเราแบ่งเป็นการผลัดเซลล์ผิวด้วยตนเอง กับการทำโดยผู้เชี่ยวชาญ

 

 

Mechanical Exfoliattion คือ การใช้แรงขัดถูบนชั้นผิวของเรา โดยอาจใช้ตัวช่วย เช่น สครับต่าง ๆ ผ้าขนหนู หรือการใช้เครื่องมือขัดถูต่าง ๆ สารที่ใช้ในการทำสครับ มีหลากหลาย เช่น เกลือขัดผิว น้ำตาลขัดผิว หรือผลิตภัณฑ์ที่ผสมสครับอื่น ๆ ข้อควรระวังในการเลือกผลิตภัณฑ์แบบนี้ คือ ควรเลือกชนิดของเม็ดสครับที่เป็นเม็ดกลม ไม่มีเหลี่ยมมุมคม ๆ ซึ่งจะบาดผิว ทำให้ผิวระคายเคืองได้ นอกจากนี้สิ่งที่ควรระวังอีกอย่างคือ “แรง” หมายความว่า ต้องขัดผิวให้แรงพอ แต่ไม่แรงเกินไป ซึ่งพูดง่าย แต่ทำยาก และหากขัดแรงเกินไป ก็มักจะไม่เห็นปัญหาทันที แต่ต้องใช้เวลาหลังจากนั้นเป็นชั่วโมงกว่าจะเห็น ซึ่งการใช้ผ้าขนหนูนุ่ม ๆ ชุบน้ำให้เปียกแล้วเช็ดถูด้วยวัตถุประสงค์จะผลัดเซลล์ผิว ก็มีข้อควรระวังเรื่อง ความอ่อนนุ่มของผ้า ความชื้นที่ต้องมากเพียงพอ และเรื่อง “แรง” นี้เช่นเดียวกัน

Chemical exfoliation ก็คือ การใช้สารเคมีเพี่อเร่งผลัดเซลล์ผิวนั่นเอง สารกลุ่มที่ใช้กันมากที่สุดก็คือกลุ่ม hydroxy acid คือ AHA และ BHA ในที่นี้จะพูดถึงคร่าว ๆ เอาไว้ก่อน และจะกล่าวถึงโดยละเอียดอีกครั้ง นอกจากนั้น ก็อาจเป็นสารประเภทเอนไซม์จากผลไม้ต่าง ๆ (ซึ่ง ณ ข้อมูลงานวิจัยที่หาได้ในขณะนี้ยังยืนยันว่า การใช้ AHA และ BHA น่าเชื่อถือมากกว่า เพราะมีงานวิจัยมากกว่า เราทราบชัดเจนว่า ควรใช้ที่ความเข้มข้นแค่ไหน จะให้ผลที่ดี หน่วยงานต่าง ๆ ก็มีการกำหนดเอาไว้ว่าหากใช้เป็นเครื่องสำอางสามารถผสมได้มากน้อยเพียงใด สภาวะแบบไหนที่ใช้ได้ดี ในขณะที่เอนไซม์จากผลไม้หลาย ๆ ตัว จะยังมีข้อมูลไม่มากพอที่จะบอกได้ว่า ต้องใช้มากน้อยเท่าไร หรือความเข้มข้นเท่าไร ในสภาวะแบบไหนจึงจะได้ผล จึงยังแนะนำว่า ณ ขณะที่ข้อมูลมีอย่างปัจจุบันนี้ เลือก AHA หรือ BHA ใช้จะได้ผลกว่า และปลอดภัยกว่าเอนไซม์จากผลไม้)

กลไกของสารเคมีเหล่านี้ก็คือ การเข้าไปทำให้พันธะในชั้นขี้ไคล (Stratum Corneum) อ่อนแรงลงจึงหลุดออกจากกันได้ง่ายขึ้น เมื่อผิวชั้นถัดมาเคลื่อนมาถึง ก็จะแทนที่ได้สะดวก ดังนั้น จึงต้องเลือกใช้ความเข้มข้นที่มากเพียงพอ (AHA ในเครื่องสำอางต่ำสุดที่ได้ผลคือ 5% มากสุดไม่เกิน 10% มากกว่านี้ต้องใช้โดยผู้เชี่ยวชาญ หรือเข้มข้นมาก ๆ ต้องให้แพทย์เป็นผู้ใช้เท่านั้น ส่วน BHA ในเครื่องสำอางควรมี 1-2% จึงได้ผล และไม่ระคายเคืองมากเกินไป หรือลงลึกมากเกินไป ซึ่งถ้าใช้ความเข้มข้นที่ว่านี้ ก็จะผลัดผิวเฉพาะชั้นขี้ไคลเท่านั้น) ผลิตภัณฑ์ที่ใส่ AHA หรือ BHA ลงไป จึงไม่ใช่ว่าจะมีส่วนช่วยผลัดเซลล์ผิวได้ทั้งหมด ทั้งยังมีเงื่อนไขเรื่อง pH ที่ต้องอยู่ระหว่าง 3-4 จึงจะได้ผล และต้องทาทิ้งไว้บนผิวประมาณ 10-20 นาที ก่อนจะทาผลิตภัณฑ์อื่นทับลงไปอีก ดังนั้นการเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบ และความเข้มข้นเหมาะสม ปรับค่า pH มาดี และต้องทาทิ้งไว้นานมากพอ จึงจะช่วยผลัดเซลล์ผิวได้ (รายละเอียดเอาไว้พูดกันอีกทีในเรื่อง AHA และ BHA)

 
ตอนต่อไปเราจะยังพูดถึงเรื่องการผลัดเซลล์ผิวกันต่อ โดยเน้นเรื่องข้อสงสัย และคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการผลัดเซลล์ผิว
 
 
เนื้อหาพวกนี้จะอัพเดทที่ page ทีละสั้น ๆ ก่อน แล้วจึงรวบรวมมาไว้ด้วยกันครับ อยากอ่านแบบอัพเดทคลิกไป like กันได้เลย
 
 
 

edit @ 2 Jul 2013 09:55:55 by aaax

Comment

Comment:

Tweet