tales

จากนิทานของ Giambattista Basile, The Myrtle

ก่อนอ่าน: เรื่องนี้เป็นนิทานเก่าแก่ของอิตาลี อันว่าต้น myrtle นี้ ตามตำราเห็นแปลว่า ต้นแพงพวยฝรั่ง เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก มีดอกสีม่วงสวย นิยมปลูกไว้คลุมดินเพราะใบสีเขียวสดและดอกสวยดังว่านั้น ในที่นี้ขอเรียกว่าต้นเมอร์เทิลละกัน เพราะแปลว่าแพงพวย แล้วให้ความรู้สึกแปลก ๆ  เรื่องนี้ แปล แปลงและเรียบเรียงใหม่ โดยพยายามรักษาความโหดเอาไว้ให้ใกล้เคียงของเดิม อาศัยเนื้อความหลักจาก Wikipedia และเสริมเนื้อหาจากการค้นหาทางอินเตอร์เนต (ดังรายละเอียดในเชิงอรรถ) นะครับ

 

 

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ช่างเครื่องปั้นดินเผาและภรรยาอาศัยอยู่ในดินแดนอันแห้งแล้ง มีเพียงผืนทราย บ่อโคลน และทะเลสาบเวิ้งว้าง ไม่มีแม้ต้นไม้ใหญ่สักต้น หรือพุ่มไม้น้อยสักกอ สองสามีภรรยาอยู่ไปวัน ๆ อย่างเงียบเหงา และปรารถนาจะมีลูกยิ่งกว่าสิ่งใด คืนหนึ่งท้องฟ้าปั่นป่วน เมฆหมอกมืดครึ้ม ฝนตกกระหน่ำ ฟ้าร้องคำรามลั่น แสงฟ้าแลบฉายในห้องนอนของทั้งสองคนจนห้องสว่างโร่

วันต่อมาท้องฟ้าสดใส ไม่มีวี่แววของเมฆฝนใด ๆ ลมเย็นพัดผ่านหน้าต่างห้องนอน และราวกับปาฏิหาริย์ ฝ่ายภรรยาก็ฝันไปว่า ได้ให้กำเนิดต้นเมอร์เทิลออกมา ใบของมันไล้สัมผัสแก้มเธอไปตามแรงลม เธอดีใจมากที่เห็นต้นไม้สีเขียวที่มีชีวิตชีวา ถึงกับชวนสามีมาชื่นชมด้วยกัน

และเมื่อตื่นขึ้นก็เห็นกิ่งต้นเมอร์เทิลอยู่ข้างตัว เธอและสามีก็นำกระถางมาปักชำ รดน้ำ และดูแลต้นไม้น้อยเป็นอย่างดี จนต้นไม้นั้นโตขึ้น และแข็งแรง เปี่ยมด้วยความงามตามธรรมชาติ

วันหนึ่งเจ้าชายแห่งอาณาจักรนั้นก็บังเอิญมาเห็นต้นเมอร์เทิลนี้เข้า เจ้าชายรู้สึกหลงใหลต้นไม้เป็นอันมาก จนเอ่ยปากขอซื้อ แต่สองสามีภรรยาก็ไม่ขายให้ ด้วยความที่รัก และดูแลต้นไม้นั้นราวกับลูกของตน แม้ว่าเจ้าชายจะเสนอราคาเท่าไรก็ตาม เมื่อเจ้าชายเดินทางกลับไปแล้วก็กินไม่ได้นอนไม่หลับ ด้วยห่วงหาอาทรต้นไม้นั้น อยากได้ไว้ครอบครอง ยามกินก็คิดถึง ยามนอนก็คิดถึง ราวกับหนุ่มผู้ไม่เคยตกหลุมรักก็ไม่ปาน แม้ว่าจะมีสนมเจ็ดนางคอยปรนนิบัติพัดวีไม่ห่าง ก็ไม่ได้ทำให้ความห่วงหาน้อยลงไปเลย ราชกิจน้อยใหญ่ก็มิได้ชำระสะสางให้เสร็จสิ้นไป

ข้าหลวงผู้สัตย์ซื่อเห็นดังนั้น จึงเดินทางไปหาช่างปั้นกับภรรยาอีกครั้ง และขอซื้อต้นเมอร์เทิลต้นนั้นอีก พร้อมทั้งเล่าให้คนทั้งคู่ฟังว่า เจ้าชายห่วงหาอาทรต้นไม้น้อยอย่างไร ช่างปั้นกับภรรยาจึงเอ่ยขึ้นว่า

“หากแม้นว่าเจ้าชายมิได้อยู่ใกล้ต้นเมอร์เทิลของเรานี้ก็คงแทบขาดใจ แต่เราทั้งสองหากมิได้อยู่ใกล้ต้นไม้ที่เรารักดังลูกนี้เราก็คงแทบขาดใจเช่นกัน ฉะนั้นแล้วหากเจ้าชายจำจะต้องครอบครองต้นไม้น้อยของเราให้ได้ เราก็จะขอไปเป็นข้ารับใช้ผู้จงรักภักดีในวังของท่าน มิให้ห่างจากต้นไม้นี้เช่นกัน”

และด้วยเหตุนี้ ทั้งหมดจึงได้ย้ายเข้าวังไปด้วยกัน เจ้าชายรับสั่งให้นำต้นไม้ไปไว้ในห้องบรรทมของพระองค์ และให้มหาดเล็กช่วยดูแลต้นเมอร์เทิลด้วยอีกแรงหนึ่ง

ในคืนอันเงียบสงัดนั้น เจ้าชายรู้สึกราวกับฝันไปว่ามีหญิงสาวเคล้าคลอตนอยู่บนเตียง นางนั้นงามตา กิริยาก็ยวนใจ นางสวมพัสตราภรณ์สีเขียวสด ปักด้วยดิ้นเงินทั้งชุด เจ้าชายรู้สึกเป็นสุขยิ่งกว่าเวลาที่ร่วมเตียงกับสนมคนใด แต่เมื่อแสงทองของดวงอาทิตย์สาดเข้าผ่านบานหน้าต่างห้องบรรทม ก็มิพบผู้ใด เจ้าชายก็คิดว่าคงเป็นเพียงแค่ฝันอันเนื่องมาแต่การได้ต้นไม้ที่รักยิ่งมาไว้ในห้องบรรทม

เพราะความปลาบปลื้มหัวใจ เจ้าชายมิได้เรียกสนมคนใดเข้าห้องด้วยในคืนต่อมา แต่การณ์ก็เป็นเช่นเดิม เจ้าชายรู้สึกว่ามีหญิงชาวชุดเขียวปักดิ้นเงินมาใกล้ชิดบนเตียงตน กลิ่นหอมจาง ๆ ของนางยังคงอยู่แม้เมื่อยามเช้ามาถึง แต่เจ้าชายก็ไม่เห็นผู้ใด

และก็เป็นอย่างนี้ไปอีกหลายคืน กระทั่งในคืนที่เจ็ดนั่นเอง เจ้าชายก็แน่ใจว่าตนมิได้ฝันไป แต่ต้องมีหญิงสาวที่ตนร่วมหอด้วย และมีความสุขยิ่งกว่าการอยู่ร่วมกับหญิงอื่น พระองค์ปรารถนาจะรู้จักนาง ปรารถนาจะได้แต่งงานกับนาง ติดตรงที่พระองค์ไม่รู้ว่านางคือใคร จึงได้ทำอุบายในคืนนั้นโดยการจับเส้นผมของนางมาผูกไว้กับต้นแขนของตนเพื่อนางจะได้หนีไปไหนไม่ได้เมื่อรุ่งอรุณมาเยือน

เมื่อยามเช้ามาถึงหญิงสาวจะหนีหายกลับไป แต่เธอไม่สามารถหนีไปโดยไม่ให้เจ้าชายรู้ตัวได้อย่างเคย เพราะอุบายที่เจ้าชายทำไว้ เมื่อเจ้าชายสะดุ้งตื่นขึ้นก็เอื้อมกอดหญิงสาวไว้แน่น ขอโทษที่ตนมัดผมนางไว้กับตัว และถามเอาความจริงว่าเธอ คนที่ตนหลงรักนักหนาคือใคร สาวน้อยจึงตอบว่า

“เจ้าชายของข้า ข้าเองก็หลงรักท่านมิต่างกัน อันความรักรุ่มร้อนในทรวงท่านเพียงใด ก็รุ่มร้อนในทรวงข้ามากเพียงนั้น หากแต่ข้าเป็นนางไม้แห่งต้นเมอร์เทิล ไฉนเลยจะควรคู่กับเจ้าชายแห่งอาณาจักร จึงขอเพียงได้ร่วมเรียงเคียงหมอนให้ไฟในทรวงบรรเทาลงบ้าง แม้ฝันว่าหากได้เคียงคู่กับท่านจะมีความสุขมากเพียงใด ก็ไม่อาจหวังว่าจะเป็นจริง”

เมื่อทราบว่านางและต้นเมอร์เทิลเป็นหนึ่งเดียวกันดังนั้นแล้ว เจ้าชายก็ดึงดันขอให้นางเป็นเจ้าสาวเคียงคู่ นางขอให้เจ้าชายขอบิดามารดาของนาง  คือ ช่างปั้นสองสามีภรรยา และเมื่อทั้งคู่ทราบความเข้าแล้วก็ยินดีกับเจ้าชาย และนางแห่งต้นเมอร์เทิลที่ทั้งคู่นับว่าเป็นลูกสาว นางไม้จึงบอกเจ้าชายว่า ก่อนจะถึงวันแต่งงานขอว่าอย่าเพิ่งพบกันอีก และมอบกระดิ่งเงินเอาไว้ให้เจ้าชายติดไว้บนยอดต้นเมอร์เทิลของนาง เมื่อใดที่พร้อมจะพบกับนางอีกก็ให้สั่นกระดิ่งนี้เพื่อเรียกนาง

เจ้าชายจึงตระเตรียมงานแต่ง มอบหมายหน้าที่ให้เหล่าข้าราชบริพาร แต่ก็ไม่ได้บอกว่าจะแต่งงานกับผู้ใด ข้าหลวงก็รายงานว่า หมูป่าในสวนสัตว์ของวังหลวงหลุด และทำลายข้าวของไปมากมาย พระองค์จึงต้องนำเหล่าพรานไปล่าหมูป่าอย่างเร่งรีบ

เมื่อเจ้าชายออกเดินทาง เหล่าสนมทั้งเจ็ดที่ห่างเหินจากการรับใช้ใกล้ชิดเจ้าชายก็แอบเข้าไปในห้องบรรทม เพื่อหาชู้รักที่เจ้าชายซ่อนไว้ด้วยความริษยา พวกนางไม่พบเจอใครในนั้น แต่นางก็เห็นต้นเมอร์เทิลอันเป็นที่รักยิ่งของเจ้าชาย จึงเข้าไปเขย่ากิ่งก้านของต้นไม้ด้วยความคับแค้นที่ต้นไม้นี่แย่งเวลาที่เจ้าชายเคยมีให้พวกนาง

นางไม้ได้ยินเสียงกระดิ่งจึงปรากฏกายออกมา เพราะคิดว่าเจ้าชายที่รักเรียกหาเธอ เหล่าสนมเห็นดังนั้น ก็ทราบทันทีว่า คู่รักที่ซ่อนเร้นของเจ้าชายก็คือ นางไม้ตนนี้ ด้วยความคั่งแค้น พวกนางทั้งหก ยกเว้นเพียงน้องสาวคนเล็กสุดรุมตีนางจนศีรษะแหลกเละ

เมื่อเข้าใจว่านางตายแล้ว ทั้งหกพากันหาทางซ่อนความผิดของตัว พวกหล่อนตกลงว่า จะแยกชิ้นส่วนของนางไม้ออกเป็นชิ้น ๆ ให้แต่ละคนนำไปกำจัด คนหนึ่งนำส่วนหัวไป คนหนึ่งนำส่วนแขนไป คนหนึ่งนำส่วนลำตัวไป ฯลฯ มีเพียงน้องสาวคนเล็กที่ไม่ยอมร่วมด้วย นางเพียงหยิบปอยผมสีทองปอยเล็ก ๆ ติดไปด้วย

วันต่อมา มหาดเล็กที่มีหน้าที่ดูแลต้นเมอร์เทิล และทำความสะอาดห้องบรรทมของเจ้าชายเข้ามาในห้อง สิ่งที่เห็นเหลือเพียงซากต้นเมอร์เทิลที่หักเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย และฟัน มือ เลือด และกระดูกบางส่วนของนางไม้ มหาดเล็กตกใจ และหวาดกลัวกับสิ่งที่เกิดขึ้นมาก แต่ก็เก็บเอาส่วนที่เหลือทั้งหมดบรรจุภาชนะไว้ และฝังไว้ใต้ต้นเมอร์เทิล ส่วนต้นไม้นั่น ก็ดูแลฟื้นฟูให้ดี เพื่อหวังให้ฟื้นคืน

ครั้นเมื่อเจ้าชายกลับจากล่าหมูป่าแล้ว ก็พบกับสภาพต้นไม้ที่เหลืออยู่ พระองค์สั่นกระดิ่งที่มหาดเล็กเก็บไว้ให้อย่างร้อนรน แม้สั่นแล้ว สั่นอีก นางไม้ก็ไม่หวนกลับมาหาพระองค์ พระองค์จึงเศร้าระทมโทมมนัสเป็นที่ยิ่ง ที่นางอันเป็นที่รักจากลาโดยมิทราบเหตุ และไม่ทราบว่าใครเป็นผู้กระทำ

เจ้าชายหนุ่มกินแทบไม่ได้ นอนแทบไม่หลับ สนมทั้งเจ็ดก็มิได้เรียกขึ้นมารับใช้ คาดคั้นจะเอาผิดกับมหาดเล็กผู้มีหน้าที่ดูแลต้นเมอร์เทิลในห้องบรรทม มหาดเล็กจึงหนีไปยังป่าละเลาะ และอาศัยอยู่ในป่านั้น ด้วยมิทราบจะอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างไร เจ้าชายจึงคาดคั้นเอากับผู้อาศัยในวังคนอื่น ทั้งสองสามีภรรยาช่างปั้น และเหล่านางสนม แต่ก็ไม่มีใครตอบพระองค์ว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นได้อย่างไร และสองสามีภรรยาก็เศร้าโศกไม่แพ้กับเจ้าชาย

น้องสาวคนที่เจ็ดของเหล่านางสนมก็ลอบนำอาหารไปให้มหาดเล็กอยู่ทุกวัน ด้วยรู้ดีว่าผู้ที่ทำให้ทุกคนต้องเดือดร้อนคือเหล่าพี่สาวของนางเอง มหาดเล็กซาบซึ้งในน้ำใจของนาง แต่ก็ยังไม่ทราบเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น

แต่แล้วเหตุการณ์ประหลาดก็เกิดขึ้น เมื่อต้นเมอร์เทิลนั้นค่อย ๆ ฟื้นสภาพ เจ้าชายก็ได้ยินเสียงเพลงบอกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“ข้าเหลือเพียงชิ้นส่วนไม่ครบถ้วน

ด้วยนางนวลหกคนทำลายสิ้น

ตัดร่างข้า ขณะเลือด, น้ำตาริน

จนขาดวิ่นไม่เหลือเค้าเนาพงา

ขอพระองค์ที่รักจงค้นเข้า

เพื่อสืบเอาความจริง และค้นหา

ร่างที่เหลือของข้า และนำพา

มาฝังไว้ใต้ต้นเมอร์เทิลนี้”

เจ้าชายจึงสอบสวนเอาจากสนมทั้งเจ็ด โดยก่อนจะสอบสวนก็ตั้งคำถามขึ้นว่า

“หากผู้ใดทำร้ายร่างกายเจ้าสาวของข้า แยกชิ้นส่วนนางออกเป็นชิ้น ๆ มันผู้นั้นสมควรได้รับโทษประการใด”

เหล่าขุนนางก็เสนอโทษอันสาหัสต่าง ๆ กัน และแม้จะตกใจ แต่เพื่อซ่อนพิรุธ เหล่าสนมก็เสนอขึ้นมาว่า

“มันผู้นั้น สมควรถูกฝังให้ตายทั้งเป็น”

เจ้าชายจึงคาดคั้นเอากับสนมทีละนาง ในที่สุด น้องสาวคนเล็กก็กล่าวขอพระราชทานอภัยโทษ และยืนยันว่านางมิได้มีส่วนร่วมกับการทำร้ายเจ้าสาวของเจ้าชาย ทั้งเล่าเรื่องทั้งหมดโดยละเอียด และย้ำว่านางมีเพียงปอยผมสีทองเล็ก ๆ ของเจ้าสาวของพระองค์เก็บไว้เท่านั้น เมื่อนั้นเจ้าชายจึงได้ชิ้นส่วนที่แต่ละนางนำซ่อนเอาไว้ และนำมาฝังไว้ใต้ต้นเมอร์เทิลดังที่นางไม้สั่งไว้

ต้นไม้นั้นสามารถเติบโตสมบูรณ์ดังเดิมได้ในไม่ช้า นางไม้ก็กลับคืนร่างสมบูรณ์ได้เช่นเดียวกัน และก่อนที่ทั้งคู่จะแต่งงานกัน เจ้าชายสั่งให้นำสนมทั้งหกยกเว้นน้องสาวคนเล็กไปฝังในท่อระบายน้ำของเมืองให้ตายทั้งเป็น

ส่วนน้องสาวคนเล็ก ก็ให้แต่งงานกับมหาดเล็กที่มีหน้าที่ดูแลต้นไม้ของพระองค์ และพระราชทานอภัยโทษให้มหาดเล็กด้วย สำหรับคู่สามีภรรยาช่างปั้น เจ้าชายก็ดูแลให้อยู่ดีสมฐานะที่เป็นพ่อแม่ของเจ้าสาวของพระองค์

เจ้าชายจึงแต่งงานกับนางไม้แห่งต้นเมอร์เทิล และใช้ชีวิตคู่อย่างมีความสุขสืบมา.

 

 

เชิงอรรถ: ประการแรก เราไม่ควรปลูกต้นไม้ไว้ในห้องนอนนะครับ เพราะตอนกลางคืน เมื่อไม่มีแสงแล้ว ต้นไม้จะหายใจคายคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา แย่งออกซิเจนกับเราครับ าเราอยู่ในห้องปรับอากาศอย่างทุกวันนี้แล้ว ต้นไม้จะคายความชื้นออกมามาก ทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนัก เปลืองไฟด้วยครับ

ประการที่สอง นอกจากความประหลาดเรื่องการให้กำเนิด “บุตรสาว” ออกมาเป็นต้นไม้แล้ว เรื่องนี้เต็มไปด้วยฆาตกรรมอำมหิต แยกชิ้นส่วนทำลายศพ แถมพระเอกยังลงโทษด้วยการฝังทั้งเป็นอีกต่างหาก นี่มันนิทาน หรือนิยายฆาตกรรม.

 

 

อ้างอิง

http://listverse.com/2012/12/05/top-10-truly-disturbing-fairy-tales/

http://en.wikipedia.org/wiki/The_Myrtle

http://www.surlalunefairytales.com/pentamerone/2myrtle1911.html

จากนิทานของ Giovanni Francesco Straparola, The Facetious Nights of Straparola, "Biancabella and the Snake"

ก่อนอ่าน: เรื่องนี้เป็นนิทานเก่าแก่ของอิตาลี และมีความเชื่อมโยงกับเรื่องเล่าเก่าแก่หลายเรื่องจากทั้งกรีก และนิทานในยุโรป ซึ่งถ้าอ่านด้วยสายตาคนปัจจุบันก็ต้องบอกว่า “นิทานมันโหด” นะครับ เพราะแนวคิดในสมัยนั้น ไม่ได้มองว่า เด็กคือ เด็ก แต่มองว่า เด็กคือผู้ใหญ่ตัวเล็ก หลายเรื่องผู้ประพันธ์มีมุมมองที่ค่อนข้างจริงจัง (หลายเรื่องผู้ประพันธ์เองมีชีวิตที่น่าสงสารมาก) และต้องการจะสอนให้เด็กรู้จักเอาตัวรอดด้วยครับ เรื่องนี้ แปลและเรียบเรียงใหม่โดยอาศัยเนื้อความหลักจาก Wikipedia และเสริมเนื้อหาจาก google นะครับ นอกจากเรื่องนี้แล้วก็จะพยายามหาเรื่องอื่นมาให้อ่านกันอีกเมื่อความขยัน และโอกาสอำนวย ขอให้สนุกกับการอ่านครับ.

 

 

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีขุนนางระดับมาควิสคนหนึ่ง แต่งงานกับภรรยานานแล้ว แต่ก็ยังไม่มีลูก ในวันที่อากาศสดใสวันหนึ่ง นางเผลอหลับไปขณะกำลังพักผ่อนอยู่ในสวน และโดยที่ไม่มีใครล่วงรู้ ก็เกิดเหตุประหลาดขึ้น

                เพราะมีงูตัวหนึ่งเลื้อยเข้าไปภายในครรภ์ของนาง! และไม่นานหลังจากนั้น นางก็ตั้งครรภ์ และคลอดลูกออกมาเป็นเด็กสาวผู้มีงูพันอยู่รอบคอ นางตกใจมาก แต่งูนั้นก็เพียงเลื้อยหลบเข้าไปในสวนโดยมิได้ทำร้ายใคร และเมื่อได้ทำความสะอาดทารกน้อย ก็กลับพบสร้อยทองคำฝีมือปราณีตกระหวัดเกี่ยวรอบคอเด็กน้อย

                นางตั้งชื่อให้ลูกสาวว่า เบียงกาเบลลา ครั้นเมื่อเบียงกาเบลลาอายุได้สิบขวบ เธอเข้าไปเดินเล่นในสวน และพบกับงูประหลาดพูดได้ นางงูพูดกับเธอว่า

                “ฉันชื่อ ซามาริทานา ฉันเป็นพี่สาวของเธอ หากเธอทำตามที่ฉันบอก เธอก็จะมีความสุข แต่หาไม่แล้ว เธอก็จะพบแต่ความทุกข์แสนสาหัส”

                “เธอจะให้ฉันทำอะไร” เบียงกาเบลลาเอ่ยถาม

                ซามาริทานา ให้เบียงกาเบลลาไปหานมมาถังหนึ่ง และน้ำของดอกกุหลาบอีกถังหนึ่ง เมื่อเธอกลับถึงบ้าน เธอก็เศร้าสร้อยยิ่งนัก จนแม่ของเธอเอ่ยทักขึ้น เธอร้องขอนม และน้ำอันอวลด้วยกลิ่นดอกไม้ตามที่คุยกับนางงูไว้ แม่ก็จัดหาให้ เบียงกาเบลลาจึงหิ้วถังทั้งสองไปที่สวน

                เมื่อไปถึงสวนแล้ว ซามาริทานา สั่งให้เบียงกาเบลลาอาบน้ำในถังทั้งสอง เมื่อเบียงกาเบลลาอาบน้ำในถังน้ำนม นางงูก็เลื้อยพัน และเลียทั่วสรรพางค์กาย เพื่อให้ความพิสุทธิ์ และสมบูรณ์พร้อมปกคลุมทั่วทุกอณูของผิวเธอ เมื่อเบียงกาเบลลาอาบน้ำในถังน้ำกุหลาบ กลิ่นหอมทั้งมวลก็ปกคลุมทุกส่วนสัดของเธอราวกับทั้งร่างจะปกคลุมด้วยความสดชื่นมีชีวิตชีวา จากนั้นซามาริทานาก็ให้เบียงกาเบลลาสัญญาว่าอย่าได้บอกเรื่องนี้แก่ใคร และเลื้อยหลบกลับเข้าไปในสวนตามเดิม  

และเมื่อเบียงกาเบลลากลับเข้าปราสาท แม่ของเธอก็สังเกตึเห็นความงามล้นเหลือที่เพิ่มขึ้นนี้ เธอถามเบียงกาเบลลา แต่เบียงกาเบลลาก็ไม่มีคำตอบให้ว่าเพราะเหตุใด และเมื่อแม่หวีผมให้ ก็จะมีไข่มุก และอัญมณีอื่น ๆ ร่วงหล่นลงมา เมื่อเธอล้างมือก็จะมีดอกไวโอเล็ต และดอกไม้อื่น ๆ ร่วงหล่นลงมา

                ข่าวเรื่องความงามราวเวทย์มนต์นี้ไปถึงหูผู้คนมากมาย ในที่สุดกษัตริย์เฟอร์รันดิโนแห่งเนเปิ้ลส์ก็ขอเธอแต่งงาน และเบียงกาเบลลาก็กลายเป็นราชินีแห่งเนเปิ้ลส์ เธอคิดถึงพี่สาว ซามาริทานา จึงได้กลับไปที่สวนและตามหาซามาริทานา แต่ก็ไม่พบพานผู้ใด เบียงกาเบลลาคิดไปว่า คงเป็นเพราะเธอกระทำการอันใดที่ผิดคำที่ให้ไว้กับพี่สาว เธอจึงเสียใจยิ่งนัก

                เบียงกาเบลลาก็ย้ายเข้าไปอยู่ในวังของกษัตริย์แห่งเนเปิ้ลส์ และมีความสุขสมฐานะ ทว่า ที่นั้นเอง พระมเหสีของพระราชบิดา ซึ่งเป็นแม่เลี้ยงของกษัตริย์มีแผนไว้ก่อนแล้วว่า อยากให้กษัตริย์แต่งงานกับหนึ่งในลูกสาวที่หน้าตาอัปลักษณ์ของนางเพื่อรักษาอำนาจของตนในราชสำนักไว้ นางจึงรอจนสบโอกาสที่กษัตริย์ต้องออกไปทำศึกสงครามต่างบ้านเมือง

                เมื่อได้จังหวะนางสั่งให้ข้ารับใช้กำจัดเบียงกาเบลลาเสีย และนำหลักฐานกลับมาให้นางดูด้วย ข้ารับใช้พาเบียงกาเบลลาออกไปยังป่ากว้าง แต่ก็นึกสงสาร จึงไว้ชีวิตเบียงกาเบลลา กระนั้น เพราะกลัวอำนาจของอดีตพระมเหสี จึงควักดวงตา และตัดมือของเบียงกาเบลลากลับไปเป็นหลักฐาน เมื่อเห็นหลักฐานแล้ว แม่เลี้ยงของกษัตริย์จึงให้ลูกสาวของตนเข้าไปอยู่ในห้องของเบียงกาเบลลา และบอกกษัตริย์ที่กลับจากการรบว่า เบียงกาเบลลาตรอมใจที่แท้งลูก จึงเก็บตัวจากกษัตริย์ และไม่สวยงามเหมือนก่อน

                เบียงกาเบลลาในสภาพนั้นพร่ำเรียกหาแต่ซามาริทานา แต่ซามาริทานาก็กลับไม่หวนคืนสู่เธอ เคราะห์ยังดีที่มีชายแก่เข้ามาพบเธอ และพาเธอกลับไปที่บ้านของตัว เมียของชายแก่ตำหนิเขาว่า เพราะเห็นว่าเบียงกาเบลลาต้องกระทำผิดอาญาประการใดสักอย่าง จึงถูกลงโทษเช่นนี้ แต่ชายแก่ก็ไม่สนใจ เพราะสงสารสาวน้อยในสภาพนั้นยิ่งนัก

                เบียงกาเบลลาเรียกให้ลูกสาวของชายแก่หวีผมให้หล่อน แม้ว่าชายแก่จะไม่อยากให้ลูกสาวเป็นคนรับใช้ของใคร แต่เธอก็ช่วยเบียงกาเบลลาหวีผม จึงมีอัญมณีร่วงหล่นลงมาจากผมนั้น ทั้งครอบครัวก็ดีใจมาก ที่จะพ้นจากความยากจนเสียที เมื่อได้ช่วยครอบครัวที่ช่วยเหลือตนเองแล้ว เบียงกาเบลลาก็นึกถึงซามาริทานา เธอจึงขอให้ชายแก่พาเธอไปยังจุดที่เขาพบเธอ และเรียกาซามาริทานาอยู่ตรงนั้น

                แม้เรียกหาอยู่นานเนิ่น ซามาริทานาก็ไม่กลับมาหาเธอ เบียงกาเบลลาหมดหวัง และคิดฆ่าตัวตาย ซามาริทานาก็ปรากฏตัวในที่สุดเพื่อยับยั้งการกระทำนั้น เบียงกาเบลลาขอให้ซามาริทานายกโทษให้ ซามาริทานาก็ทำให้ดวงตา และมือของเบียงกาเบลลากลับมาเป็นปกติดังเดิม และเปลี่ยนร่างเป็นหญิงสาวขึ้นมาบ้าง

                ทั้งหมด รวมทั้งครอบครัวของชายแก่ก็พากันเดินทางเข้าสู่เมืองเนเปิ้ลส์ ซามาริทานาใช้เวทย์มนต์สร้างคฤหาสถ์ให้ทั้งหมดอยู่ด้วยกัน และหาโอกาสให้ได้พบกับกษัตริย์เฟอร์รันดิโน เมื่อจังหวะมาถึงกษัตริย์เชิญทุกคนเข้าไปในวัง และร่วมงานเลี้ยง ซามาริทานาให้คนรับใช้ร้องเพลง เล่าเรื่องของเบียงกาเบลลาทั้งหมดตั้งแต่ต้น เว้นเพียงการเอ่ยชื่อออกไปเท่านั้น และนางก็ถามแม่เลี้ยงของกษัตริย์ว่า

                “ผู้ที่ทำความผิดเช่นนี้ ควรได้รับโทษเช่นใด”

                แม่เลี้ยงของกษัตริย์พยายามเลี่ยงไม่ให้ใครจับพิรุธได้ก็กล่าวตอบไปว่า

                “ต้องจับเผาในเตาหลอมโลหะ”

                และซามาริทานาก็เล่าให้กษัตริย์เฟอร์รันดิโนฟังว่า เรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องของเบียงกาเบลลา มเหสีที่พระองค์รักที่สุด เมื่อทราบความจริงแล้ว เฟอร์รันดิโนจึงสั่งให้จับแม่เลี้ยงของตนไปเผาในเตาหลอมโลหะดังที่นางได้ระบุโทษไว้ จากนั้นจัดงานแต่งให้บุตรสาวทั้งสามของชายแก่อย่างเหมาะสม และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับเบียงกาเบลลาจนกระทั่งตายจากไป และมีลูกชายสืบทอดบัลลังก์.

 

เชิงอรรถ: จากเรื่องนี้เราจะพบเห็นทั้ง การที่สัตว์เข้าสู่ร่างกายมนุษย์ (หรือมองให้ร้ายกว่านั้น คือ การร่วมเพศกับสัตว์) การตั้งครรภ์แบบผิดธรรมชาติ การตัดชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์ การลงโทษด้วยการจับเผาในเตาหลอม โหดเกินจะทน T_T

 

อ้างอิง

http://en.wikipedia.org/wiki/Biancabella_and_the_Snake

http://listverse.com/2012/12/05/top-10-truly-disturbing-fairy-tales/

http://www.surlalunefairytales.com/armlessmaiden/stories/biancabella.html

edit @ 21 Feb 2013 16:18:42 by aaax

edit @ 21 Feb 2013 16:40:27 by aaax